สช. สานพลัง 5 องค์กรหลัก ยกระดับ “กขป.” สู่กลไกขับเคลื่อนสุขภาวะประชาชนทั่วประเทศ ผนึกภาคี กขป. 1-13 มุ่งเปลี่ยน “วาระสุขภาพ” สู่ “การปฏิบัติจริงเพื่อสุขภาวะประชาชน"
สช. เปิดเวที “สานพลังขับเคลื่อนนโยบายเขตสุขภาพเพื่อประชาชน”
สะท้อนพลังความร่วมมือครั้งสำคัญของภาคีสุขภาพระดับประเทศ เมื่อผู้บริหารจากกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ทั้ง 13 เขต แลกเปลี่ยนผลการประเมินการดำเนินงานของ กขป. ทั้ง 13 เขต พร้อมกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันในอนาคต เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาสุขภาวะของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน พร้อมรับฟังผลการประเมินการดำเนินงาน ชี้จุดแข็งการเป็นพื้นที่กลางเชื่อมประสานทุกภาคส่วน และเร่งพัฒนากลไกนำมติและวาระสุขภาพไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
กล่าวในที่ประชุม “สานพลังนโยบายขับเคลื่อนเขตสุขภาพเพื่อประชาชน” ถึงความสำคัญของกลไก กขป. ซึ่งดำเนินงานมาเกือบ 10 ปี และเข้าสู่การทำงานของคณะกรรมการชุดที่ 3 โดยเน้นย้ำว่าจุดแข็งสำคัญของ กขป. คือการรวมพลังจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายการทำงานในพื้นที่แตกต่างกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทั้ง 13 เขต สช.จะหนุนการใช้ระบบข้อมูลเพื่อชี้ประเด็นปัญหาสุขภาวะของพื้นที่ และจะผลักดันวาระสำคัญของพื้นที่เข้าสู่กลไกนโยบายระดับชาติ
ด้าน นพ.ภัทรพล จึงสมเจตน์ไพศาล ที่ปรึกษาระดับกระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำบทบาทของ กขป.ที่เป็นกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการเชื่อมโยงทรัพยากรและแผนงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการบูรณาการทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
ขณะที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกขป. พร้อมเชื่อมกลไกสปสช. งบประมาณ ข้อมูล และเครือข่ายท้องถิ่น สนับสนุนกขป.ขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพของพื้นที่สู่การปฏิบัติร่วมกัน โดยชี้ว่า กขป. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดและสะท้อนปัญหาสุขภาพของพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่มีภารกิจและทรัพยากรสามารถนำไปดำเนินการร่วมกันได้ พร้อมเสริมความเข้มแข็งของทีมเลขานุการร่วม ทั้งการกำหนดวาระ การประสานผู้รับผิดชอบ และการติดตามผล
ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. เสนอแนวทางทำงานเชิงรุกผ่านการสนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีบทบาทมากขึ้นในการแก้ปัญหาสุขภาวะ โดยมุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชนจริง ทั้งด้านพฤติกรรมสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชน รวมถึงเสนอให้ กขป. เป็นส่วนหนึ่งของกลไกระดับจังหวัดที่ สสส.จะร่วมสนับสนุนงบประมาณในการขับเคลื่อน
ส่วน พญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในฐานะกขป.เขตที่ 13 ยืนยันความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ทั้งด้านผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยใช้ศักยภาพของกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร เป็นกลไกสนับสนุนสำคัญ
การแลกเปลี่ยนจากผู้แทน กขป. ทั้ง 13 เขต ยังสะท้อนประสบการณ์การขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพที่หลากหลาย อาทิ การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 การแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษในแม่น้ำ สุขภาวะทางจิต การจัดการปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า การพัฒนาระบบสุขภาพและการเข้าถึงบริการ ตลอดจนการจัดการภัยพิบัติและปัญหาสุขภาพที่เชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเครือข่ายในการเชื่อมโยงความร่วมมือและทรัพยากรจากหน่วยงานต่าง ๆ
ทั้งนี้ เวทีได้สะท้อนทิศทางสำคัญของการพัฒนากลไก กขป. ในระยะต่อไป ได้แก่
•การทบทวนและจัดลำดับความสำคัญของวาระสุขภาพ การกำหนดวาระร่วม เช่น การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ
•การกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในการขับเคลื่อนให้ชัดเจน
•การพัฒนาศักยภาพการทำงานร่วมของกลไกเลขานุการ
•การใช้ระบบข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมในการทำงาน
•การขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคีเครือข่ายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ก้าวต่อไปของ กขป. จึงไม่ใช่เพียงการสร้างเวทีความร่วมมือหรือการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่คือการเชื่อมพลังของทุกภาคส่วนให้เกิดการลงมือทำร่วมกัน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้จริง
ภายในเวทียังมีนักวิชาการจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการประเมินการดำเนินงานของ กขป. ในช่วงปี 2567–2568 ซึ่งพบว่า กขป. สามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” ในการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและร่วมกันกำหนดวาระสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทและปัญหาของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน** อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การเชื่อมโยงมติและข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดระบบทรัพยากร การติดตามผลลัพธ์ และการสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
ผลการประเมินยังสะท้อนว่า ร้อยละ 49.6 ของผู้ให้ข้อมูลในกลุ่มที่เกี่ยวข้องระบุว่าเกิดการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 38.4 ระบุว่ามีข้อตกลงหรือแผนปฏิบัติการร่วมที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริง สะท้อนศักยภาพของกลไก กขป. ในการสร้างความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการยกระดับจากการสร้างความร่วมมือไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบงานและสุขภาพของประชาชน
ขอบคุณข้อมูลจากเพจ สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
Relate topics
- เปิดเวทีถอดบทเรียนอุบัติเหตุจากการทดลองวิทยาศาสตร์ “โรงเรียนบ้านตาชี” คืนความปลอดภัยสู่ห้องเรียน
- 13 จังหวัดเชื่อมพลังการเรียนรู้ 9 ภาคียุทธศาสตร์ สานนโยบายสู่พื้นที่ สร้างนิเวศความร่วมมือเพื่อจังหวัดเข้มแข็ง
- ก้าวสำคัญสู่ “ภาคใต้แห่งความสุข” กับการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม
- สภาผู้ชมฯ ไทยพีบีเอส ล้อมวงถกบทเรียนอุทกภัยภาคใต้
- ปลดล็อกศักยภาพ "ภูเก็ต" สู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกที่คนไทยทุกคนได้ประโยชน์
- OM ประมง (BCG) ถอดบทเรียนอาชีพปลาดุกกลุ่มผู้พิการไม้แก่น วางแนวทางขยายการเลี้ยงสู่ครัวเรือน เชื่อมแปรรูป–จำหน่ายผ่านกลุ่ม
- งานวิจัยการบริหารจัดการภารกิจถ่ายโอน รพ.สต. สู่สังกัด อบจ.ภูเก็ต ศักยภาพ ผลกระทบ คุณภาพบริการ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน
- สนส.ม.อ. และ สสส. ร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นยะลา จัดซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติเสมือนจริง ยกระดับความปลอดภัยรับมือวิกฤต
- สปสช. ร่วมวางแผนสุขภาพ 14 อำเภอชายแดนใต้ เชื่อมบริการ–งบประมาณ–ข้อมูล ขยายการดูแลใกล้บ้าน
- “จากภูมิทัศน์สู่การกระทำ: การกำกับดูแลปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะที่เป็นธรรม”












